ดร.เอดเวิร์ดเดอโบโน นักจิตวิทยา ผู้คิดค้นวิธี "คิดแนวข้าง" (Lateral Thinking) ได้แนะนำว่า กระบวนการหาคำตอบสร้างสรรค์และความคิดใหม่ๆนั้นควรจะทำให้เหมือนกับว่าเรากำลังเรากำลังขุดหลุมอยู่ หากเราพยายามขุดหลุมเดิมให้ลึกลงไปเรื่อยๆเราก็จะไม่สามารถขุดหลุมใหม่ใหม่ขึ้นมาได้ โดยเฉพาะถ้าหลุมเดิมเป็นคำตอบที่ผิดเราก็จะไม่พบกับทางออกที่สร้างสรรค์ได้เลย ตรงข้ามกับการคิดนอกกรอบซึ่งจะทำให้คุณขุดหลุมให้เยอะที่สุด ทุกครั้งที่ขุดหลุมใหม่ๆคุณก็จะได้ความคิดใหม่ๆขึ้นมา และหากมันไม่ใช่คุณก็ขุดหลุมใหม่ขึ้นมา แค่นั้นเอง
เคล็ดลับการคิดนอกกรอบ
1. ปฏิเสธคำตอบปัจจุบันที่มีอยู่ ให้ทำการตั้งคำถาม ข้อสงสัย กับคำตอบที่มีอยู่ในลักษณะเข้าไปโจมตีเพื่อที่จะสรรหาคำตอบใหม่มาทดแทน
2. โยงความคิดกับสิ่งที่น่าสนใจ ลองหยิบคำศัพท์จากพจนานุกรมมาสักคำ หรือสิ่งของที่เราสนใจมาสักชิ้น จากนั้นลองจินตนาการดูว่าเราคิดถึงอะไรบ้าง
3. ตั้งเป้าหมายจำนวนความคิด ลองกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายเช่นเราจะสร้างสรรค์ความคิดจากปัญหานี้ 100 ความคิด และพยายามทำให้ได้ จากนั้นจึงค่อยคัดเลือกความคิดที่น่าสนใจมาวิเคราะห์ต่อไป
4. คิดต่างให้สุดขั้ว จากความคิดหรือคำตอบที่เรามีอยู่ ลองค้นหาความคิดที่ตรงกันข้ามหรือแตกต่างกันอย่างสุดๆ โดยไม่ได้ตั้งใจจะใช้ความคิดนั้น แต่เพื่อเป็นหนทางกระตุ้นให้สมองค้นหาแนวคิดใหม่ๆ
5. อย่าใจร้อน ไม่ว่าไอเดียใหม่ๆมันจะดีหรือไม่ดี จงอย่าสรุปหรือตัดสินความคิดนั้นแม้มันจะดูแปลกประหลาด หรือเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
ทิ้งท้ายกันไว้สำหรับตอนนี้คือแม้ความคิดที่ดูน่าหัวเราะ หรือดูๆไปแล้วไม่น่าเป็นไปได้ ก็อย่าได้มองข้าม เพราะนั่นอาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะนำพาให้เราไปเจอคำตอบที่สร้างสรรค์ จำไว้ว่าความคิดโง่ๆนั้นมันเปรียบเสมือนขั้นบันไดหรือเส้นทางที่แปลกใหม่สุดท้ายแล้วเราจะประหลาดใจกับความสามารถทางการคิดของเราเอง
วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556
คิดนอกกรอบ ภาคปฏิบัติ
วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556
วิธีปลุกความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ
"ยูเรก้า" เสียงตะโกนลั่นของอาร์คีมิดิ สขณะนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ เขาค้นพบวิธีวัดปริมาตรของรู ปทรงอิสระ เช่นเดียวกับเซอร์ ไอแซกนิวตัน ที่ค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วงขณะเดิ นอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็ นได้ชัดเจนก่อนที่ จะเราจะมาทำความรู้จักกับความคิ ดสร้างสรรค์ในแง่มุมต่่างๆ
ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักวิ ทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ทุ กคนมีติดตัวอยู่แล้ว แต่ก็อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีวิธี ดึงออกมาใช้งานได้มากน้อยแค้ไหน อีกอย่างเราจะเห็นว่า สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม การก่อสร้าง เทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ เป็นผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ แทบทั้งสิ้น เอาละ จากนี้เราจะมาดูกันว่าที่มาที่ ไปรวมทั้งการจะทำให้ตัวเรานั้ นผลิตความคิดสร้างสรรค์ออกมานั้ นจะต้องทำอย่างไร
ขั้นตอนการเกิดความคิดสร้ างสรรค์
ปี 1926 แกรแฮม วอลลาส เป็นเจ้าของทฤษฏีการเกิดความคิ ดสร้างสรรค์ ที่แพร่หลาย ได้แจกแจงขั้นตอนการเกิดความคิ ดสร้างสรรค์ดังต่อไปนี้
1. ขั้นเตรียมตัว เป็นกระบวนการมองภาพรวมของปั ญหารวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลดิ บมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ
2. ขั้นฟักตัว ผ่านจากขั้นที่หนึ่ง เข้าสู่การใคร่ครวญ และพิจารณาถึงความลึกซึ้งของปั ญหานั้นๆ
3. ขั้นค้นพบทางแก้ ขั้นนี้เราอาจจะเรียกว่าขั้นปิ๊ ง แว้บ!! ก็ได้ เป็นขั้นตอนการตระหนักรู้ถึ งทางแก้ของปัญหาซึ่งอาจจะมี หลายๆทางเลือก
4. ขั้นพิสูจน์ทางแก้ สุดท้ายแล้วเราจะค้นพบทางแก้ที่ ดีที่สุดสำหรับปัญหานั้นๆ รวมทั้งสรุปเผยแพร่สู่ผู้อื่ นได้
เคล็ดลับในการผลิตความคิดสร้างสรรค์
เส้นทางในการได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์นั้นจะเปรียบไปก็เหมือนกับเราแล่นกระดานโต้คลื่น หรือไม่ก็รถไฟเหาะตีลังกา มันไม่ได้มีขั้นตอนที่เนิบนาบเชื่องช้าเหมือนเดินบนหลังเต่า แต่จะประกอบด้วยแรงผลักดัน ความตื่นเต้น ความท้าทาย และความทรหดอดทนของการใช้สมองอย่างยิ่งยวด(ขึ้นกับระดับความยาก - ง่ายของปัญหาด้วย) ลองนำเทคนิคต่างๆเหล่านี้ไปใช้กันครับ
1. ความคิดสร้างสรรค์มีวัฏจักร ในวัฏจักรของความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ 1+1 แล้วจะเท่ากับ 2 เสมอไปเราไม่สามารถที่จะค้นพบคำตอบได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างที่เกริ่นในตอนต้นถึงขั้นตอนของการเกิดความคิดสร้างสรรค์นั้น จะต้องอาศัยระยะเวลาในการบ่มเพาะ การครุ่นคิด และพิจารณาถึงสภาพของปัญหาที่กำลังเผชิญ ในที่สุดเราก็จะเกิดประสบการณ์ ปิ๊ง แว้บ!! หรือพบหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาซึ่งนั่นก็เป็นเวลาที่เราจะเก็บเกี่ยวผลผลิตจากความคิดของเรา
2. ความกลัวคือเพื่อนที่ดีที่สุด แน่นอนในการก้าวสู่กระบวนการสร้างสรรค์นั้น เราหลีกหนีไม่พ้นที่จะเข้าไปเจอกับทางตัน ความไม่คุ้นเคย ความแปลกใหม่ แต่ขอให้เรายึดมั่นไว้ว่าความกลัวนั้นคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะนำเราไปสู่เส้นทางของความสำเร็จในการคิดและคำตอบที่เราคาดไม่ถึง
3. เปลี่ยนสถานที่คือการเปลี่ยนมุมมอง ยามใดที่เราคิดไม่ออก หรือไม่มีแรงดลใจในการผลิตความคิดใหม่ๆ ลองเปลี่ยนสถานที่ในการคิดครับ อาจย้ายจากโต๊ะทำงานประจำไปยังร้านกาแฟที่คุณชอบ หรือหนีไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ รับรองครับว่าวิธีนี้จะทำให้คุณมองปัญหาในมุมใหม่ๆได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
4. กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลองใช้ความไร้เดียงสาให้เป็นประโยชน์ หลายๆครั้งที่เราเห็นเด็กๆได้แสดงจินตนาการที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆนึกไม่ถึง นั่นคือพลังของความบริสุทธิ์และไร้กรอบของความคิด ในข้อนี้ให้เราทิ้งปัญหาที่เรากำลังคิดไม่ตกสักพักแล้วหันไปทำกิจกรรม หรือเล่นของเล่นที่เราเคยเล่นในวัยเด็ก เช่นปั่นจักรยาน ปั้นดินน้ำมัน ระบายสี หรือเป่ากบ อะไรก็ได้ที่ทำให้เราดึงความไร้เดียงสาออกมาอีกครั้งจากนั้นค่อยกลับไปเริ่มงานคิดสร้างสรรค์กับโจทย์ของเรากันต่อ
5. ความสมบูรณ์แบบคือศัตรูตัวฉกาจ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนเริ่มกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เพราะนั่นคือสัญญาณของการคาดหมายเหตุการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งการันตีได้เลยว่าไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง และซ้ำร้ายรังแต่จะมัวทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆและที่สุดก็ไม่ได้เริ่มลงมือคิดสร้างสรรค์อย่างจริงจังสักที
6. เป้าหมายมีให้พุ่งชน ถ้อยคำจากสโลแกนโฆษณาชิ้นหนึ่งยังใช้ได้ดีเสมอเฉกเช่นกับคำพูดของไอน์สไตน์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" ตั้งเป้าหมายไว้ว่าสิ่งที่เราต้องการจะเป็นนั้นคืออะไร อย่าดูถูกพลังของความฝันหรือความหวัง วาดภาพไว้ว่าเราต้องการจะเป็นอย่างไรในอนาคต แล้วใช้พลังของความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวนั้นเป็นแรงผลักดันไปให้ถึงจุดหมาย
7. สมุดจดบันทึกคือตาข่ายดักปลาแห่งไอเดีย หาสมุดจดบันทึกพร้อมปากกาหรือดินสอ(ในสมัยนี้เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการโน้ตย่อได้) พกติดตัวไว้ตลอดเวลาแม้เวลานอนหลับ ไม่แน่ว่าไอเดียดีๆจะเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งก็เป็นได้และการที่เราพลาดที่จะจดบันทึกไว้ก็จะเป็นการโยนความคิดที่มีค่านั้นทิ้งหายไปอย่างน่าเสียดาย
ทิ้งท้ายขมวดไว้ ณ ที่นี้ก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการให้ได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์นั้นคือ"สมาธิ" จิตใจที่จดจ่อกับปัญหานั้นๆเป็นสิ่งที่จำเป็นในการผลิตความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ครั้งเดียวแน่ๆที่อาร์คิมีดีสนอนแช่ในอ่างอาบน้ำก่อนค้นพบวิธีหาปริมาตรของรูปทรงอิสระ ไม่ใช่ครั้งเดียวแน่ๆที่ไอน์สไตน์จะคิดค้นทฤษฏีสัมพันธภาพได้จากการคิดเพียงทฤษฏีเดียว และไม่ใช่ครัังเดียวแน่ๆที่โมซาร์ทจะคิดเพลงซิมโฟนีที่มีชื่อเสียงจากการแต่งเพลงเพียงครั้งเดียว ความพยายามพากเพียร อดทนและสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักคิดสร้างสรรค์ทุกๆคน ขอให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในการคิดสร้างสรรค์ทุกคนครับ
ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักวิ
ขั้นตอนการเกิดความคิดสร้
ปี 1926 แกรแฮม วอลลาส เป็นเจ้าของทฤษฏีการเกิดความคิ
1. ขั้นเตรียมตัว เป็นกระบวนการมองภาพรวมของปั
2. ขั้นฟักตัว ผ่านจากขั้นที่หนึ่ง เข้าสู่การใคร่ครวญ และพิจารณาถึงความลึกซึ้งของปั
3. ขั้นค้นพบทางแก้ ขั้นนี้เราอาจจะเรียกว่าขั้นปิ๊
4. ขั้นพิสูจน์ทางแก้ สุดท้ายแล้วเราจะค้นพบทางแก้ที่
เคล็ดลับในการผลิตความคิดสร้างสรรค์
เส้นทางในการได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์นั้นจะเปรียบไปก็เหมือนกับเราแล่นกระดานโต้คลื่น หรือไม่ก็รถไฟเหาะตีลังกา มันไม่ได้มีขั้นตอนที่เนิบนาบเชื่องช้าเหมือนเดินบนหลังเต่า แต่จะประกอบด้วยแรงผลักดัน ความตื่นเต้น ความท้าทาย และความทรหดอดทนของการใช้สมองอย่างยิ่งยวด(ขึ้นกับระดับความยาก - ง่ายของปัญหาด้วย) ลองนำเทคนิคต่างๆเหล่านี้ไปใช้กันครับ
1. ความคิดสร้างสรรค์มีวัฏจักร ในวัฏจักรของความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ 1+1 แล้วจะเท่ากับ 2 เสมอไปเราไม่สามารถที่จะค้นพบคำตอบได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างที่เกริ่นในตอนต้นถึงขั้นตอนของการเกิดความคิดสร้างสรรค์นั้น จะต้องอาศัยระยะเวลาในการบ่มเพาะ การครุ่นคิด และพิจารณาถึงสภาพของปัญหาที่กำลังเผชิญ ในที่สุดเราก็จะเกิดประสบการณ์ ปิ๊ง แว้บ!! หรือพบหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาซึ่งนั่นก็เป็นเวลาที่เราจะเก็บเกี่ยวผลผลิตจากความคิดของเรา
2. ความกลัวคือเพื่อนที่ดีที่สุด แน่นอนในการก้าวสู่กระบวนการสร้างสรรค์นั้น เราหลีกหนีไม่พ้นที่จะเข้าไปเจอกับทางตัน ความไม่คุ้นเคย ความแปลกใหม่ แต่ขอให้เรายึดมั่นไว้ว่าความกลัวนั้นคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่จะนำเราไปสู่เส้นทางของความสำเร็จในการคิดและคำตอบที่เราคาดไม่ถึง
3. เปลี่ยนสถานที่คือการเปลี่ยนมุมมอง ยามใดที่เราคิดไม่ออก หรือไม่มีแรงดลใจในการผลิตความคิดใหม่ๆ ลองเปลี่ยนสถานที่ในการคิดครับ อาจย้ายจากโต๊ะทำงานประจำไปยังร้านกาแฟที่คุณชอบ หรือหนีไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ รับรองครับว่าวิธีนี้จะทำให้คุณมองปัญหาในมุมใหม่ๆได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
4. กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลองใช้ความไร้เดียงสาให้เป็นประโยชน์ หลายๆครั้งที่เราเห็นเด็กๆได้แสดงจินตนาการที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆนึกไม่ถึง นั่นคือพลังของความบริสุทธิ์และไร้กรอบของความคิด ในข้อนี้ให้เราทิ้งปัญหาที่เรากำลังคิดไม่ตกสักพักแล้วหันไปทำกิจกรรม หรือเล่นของเล่นที่เราเคยเล่นในวัยเด็ก เช่นปั่นจักรยาน ปั้นดินน้ำมัน ระบายสี หรือเป่ากบ อะไรก็ได้ที่ทำให้เราดึงความไร้เดียงสาออกมาอีกครั้งจากนั้นค่อยกลับไปเริ่มงานคิดสร้างสรรค์กับโจทย์ของเรากันต่อ
5. ความสมบูรณ์แบบคือศัตรูตัวฉกาจ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนเริ่มกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เพราะนั่นคือสัญญาณของการคาดหมายเหตุการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งการันตีได้เลยว่าไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง และซ้ำร้ายรังแต่จะมัวทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆและที่สุดก็ไม่ได้เริ่มลงมือคิดสร้างสรรค์อย่างจริงจังสักที
6. เป้าหมายมีให้พุ่งชน ถ้อยคำจากสโลแกนโฆษณาชิ้นหนึ่งยังใช้ได้ดีเสมอเฉกเช่นกับคำพูดของไอน์สไตน์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" ตั้งเป้าหมายไว้ว่าสิ่งที่เราต้องการจะเป็นนั้นคืออะไร อย่าดูถูกพลังของความฝันหรือความหวัง วาดภาพไว้ว่าเราต้องการจะเป็นอย่างไรในอนาคต แล้วใช้พลังของความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวนั้นเป็นแรงผลักดันไปให้ถึงจุดหมาย
7. สมุดจดบันทึกคือตาข่ายดักปลาแห่งไอเดีย หาสมุดจดบันทึกพร้อมปากกาหรือดินสอ(ในสมัยนี้เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการโน้ตย่อได้) พกติดตัวไว้ตลอดเวลาแม้เวลานอนหลับ ไม่แน่ว่าไอเดียดีๆจะเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งก็เป็นได้และการที่เราพลาดที่จะจดบันทึกไว้ก็จะเป็นการโยนความคิดที่มีค่านั้นทิ้งหายไปอย่างน่าเสียดาย
ทิ้งท้ายขมวดไว้ ณ ที่นี้ก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการให้ได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์นั้นคือ"สมาธิ" จิตใจที่จดจ่อกับปัญหานั้นๆเป็นสิ่งที่จำเป็นในการผลิตความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ครั้งเดียวแน่ๆที่อาร์คิมีดีสนอนแช่ในอ่างอาบน้ำก่อนค้นพบวิธีหาปริมาตรของรูปทรงอิสระ ไม่ใช่ครั้งเดียวแน่ๆที่ไอน์สไตน์จะคิดค้นทฤษฏีสัมพันธภาพได้จากการคิดเพียงทฤษฏีเดียว และไม่ใช่ครัังเดียวแน่ๆที่โมซาร์ทจะคิดเพลงซิมโฟนีที่มีชื่อเสียงจากการแต่งเพลงเพียงครั้งเดียว ความพยายามพากเพียร อดทนและสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักคิดสร้างสรรค์ทุกๆคน ขอให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในการคิดสร้างสรรค์ทุกคนครับ
วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556
สมองของเรา
เมื่อกล่าวถึงอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่ควบคุม สั่งการและประมวลผลทุกคนคงทราบดีว่าคืออะไร ถูกแล้วครับ !! วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ "สมอง" สมองของเรามีโครงสร้างทางกายภาพอย่างไรและประกอบด้วยอะไรกันบ้าง
โดยเฉลี่ยสมองของคนเรา(ผู้ใหญ่) จะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กก. แบ่งออกเป็น 2 ซีก คือซีกซ้ายและซีกขวา โดยจะมี "คอร์ปัสคาโลซัม" เป็นตัวเชื่อมโยงและประมวลผลไปพร้อมๆกัน ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญๆด้วยกันนั่นคือ
1.สมองส่วนท้ายทอย มีหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
2.สมองส่วนขมับ จะอยู่หลังหูทั้ง 2 ข้าง มีหน้าที่จัดการกับ เสียง คำพูด ความจำ รวมทั้งการตอบสนองทางอารมณ์
3.สมองส่วนข้าง จะอยู่ด้านบนมีหน้าที่จัดการกับประสาทสัมผัส ความเจ็บปวด อุณหภูมิ และประมาณการเกี่ยวกับพื้นที่
4. สมองส่วนหน้า จะอยู่หลังหน้าผากมีหน้าที่ ควบคุมประสาท การตัดสินใจ การแสดงออกทางสังคมและเรื่องเพศ
ส่วนต่อมาที่เราจะพูดถึงกันนั่นคือ"เซลล์ประสาท" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง เซลล์ประสาทนี่เองจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลโดยอาศัยสัญญาณเคมีไฟฟ้า และจะสนองตอบต่อการกระตุ้นในรูปแบบต่างๆเช่นการสัมผัส การเคลื่อนไหว และจะส่งข้อมูลของการกระตุ้นนั้นไปยังระบบประสาทกลางไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง จากนั้นสมองก็จะประมวลผลแล้วสั่งการให้อวัยวะต่างๆตอบสนองต่อการกระตุ้นนั้นๆนั่นเอง
อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าสมองของคนเรานั้นมีอยู่ 2 ซีก ซึ่งจะมีหน้าที่แตกต่างกันไปโดยซีกขวานั้นจะทำงานในเชิงรูปภาพ จินตนาการ พื้นที่ และความเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม ส่วนซีกซ้ายนั้นจะเกี่ยวข้องกับตรรกกะ ตัวเลข ภาษา รายการสิ่งของ และการวิเคราะห์ โดยปกติแล้วคนเราแต่ละคนจะใช้สมองทั้งสองซีกไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่ถึงกับใช้เพียงซีกเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เราแค่ใช้ซีกใดซีกหนึ่งมากกว่ากันเท่านั้น เนื่องจากโดยมากสิ่งต่างๆที่คนเราเผชิญจำเป็นที่จะต้องใช้สมองทั้งสองซีกพร้อมๆกันนั่นเอง
โดยเฉลี่ยสมองของคนเรา(ผู้ใหญ่) จะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กก. แบ่งออกเป็น 2 ซีก คือซีกซ้ายและซีกขวา โดยจะมี "คอร์ปัสคาโลซัม" เป็นตัวเชื่อมโยงและประมวลผลไปพร้อมๆกัน ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญๆด้วยกันนั่นคือ
1.สมองส่วนท้ายทอย มีหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
2.สมองส่วนขมับ จะอยู่หลังหูทั้ง 2 ข้าง มีหน้าที่จัดการกับ เสียง คำพูด ความจำ รวมทั้งการตอบสนองทางอารมณ์
3.สมองส่วนข้าง จะอยู่ด้านบนมีหน้าที่จัดการกับประสาทสัมผัส ความเจ็บปวด อุณหภูมิ และประมาณการเกี่ยวกับพื้นที่
4. สมองส่วนหน้า จะอยู่หลังหน้าผากมีหน้าที่ ควบคุมประสาท การตัดสินใจ การแสดงออกทางสังคมและเรื่องเพศ
ส่วนต่อมาที่เราจะพูดถึงกันนั่นคือ"เซลล์ประสาท" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง เซลล์ประสาทนี่เองจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลโดยอาศัยสัญญาณเคมีไฟฟ้า และจะสนองตอบต่อการกระตุ้นในรูปแบบต่างๆเช่นการสัมผัส การเคลื่อนไหว และจะส่งข้อมูลของการกระตุ้นนั้นไปยังระบบประสาทกลางไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง จากนั้นสมองก็จะประมวลผลแล้วสั่งการให้อวัยวะต่างๆตอบสนองต่อการกระตุ้นนั้นๆนั่นเอง
อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าสมองของคนเรานั้นมีอยู่ 2 ซีก ซึ่งจะมีหน้าที่แตกต่างกันไปโดยซีกขวานั้นจะทำงานในเชิงรูปภาพ จินตนาการ พื้นที่ และความเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม ส่วนซีกซ้ายนั้นจะเกี่ยวข้องกับตรรกกะ ตัวเลข ภาษา รายการสิ่งของ และการวิเคราะห์ โดยปกติแล้วคนเราแต่ละคนจะใช้สมองทั้งสองซีกไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่ถึงกับใช้เพียงซีกเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เราแค่ใช้ซีกใดซีกหนึ่งมากกว่ากันเท่านั้น เนื่องจากโดยมากสิ่งต่างๆที่คนเราเผชิญจำเป็นที่จะต้องใช้สมองทั้งสองซีกพร้อมๆกันนั่นเอง
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ความคิดสร้างสรรค์กับการทำงานประจำ
ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่ยังทำงานประจำรับเงินเดือนมากน้อยตามความรู้และประสบการณ์ ซึ่งโดยมากในการทำงานนั้นเราก็ต้องมีการเรียนรู้ขั้นตอน วิธีปฏิบัติ วิธีการแก้ปัญหา ให้งานแต่ละชิ้นนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ จนทำให้หลายคนคิดว่าวิธีการที่เราทำซ้ำๆเดิมๆ อยู่ทุกวันนั้นเป็นวิธีที่ดีและถูกต้องที่สุดแล้ว และอาจจะลืมตั้งคำถามว่าเราสามารถปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้อีกไหม
โดยความเป็นจริงแต่ละหน้าที่และวิธีการที่องค์กรกำหนดให้เราทำนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการคิด ทดสอบ ลองผิดลองถูก เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในระดับหนึ่ง จนสามารถกำหนดให้พนักงานสามารถที่จะเดินตามวิธีการนั้นๆได้ คำว่าระดับหนึ่งนั้นถ้าเรามาพิจารณาดูจะพบว่าวิธีการที่เราปฏิบัติต่อหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองในแต่ละวัน ก็ยังมีช่องทางที่จะปรับปรุงพัฒนาได้อีกมากมาย สิ่งสำคัญคือเราต้องกล้าที่จะคิดและคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาวิธีการที่ดีกว่าวิธีการเดิมๆที่เราเคยทำอยู่
อย่าลืมว่าปัญหาที่เราเจอในงานทุกๆวันนั้นมันมีการฟักตัวและแปรเปลี่ยนตามปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง และการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านี้แหละที่จะทำให้วิธีการเดิมๆที่เราจัดการกับปัญหาเดียวกันนี้ไม่ได้ผลและล้าสมัย
ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ จึงมีบทบาทที่สำคัญในการทำให้เราค้นพบกับวิธีที่ดีกว่าและสร้างผลงานให้เรามากกว่า การเรียนรู้และฝึกฝนที่จะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นจึงมีความจำเป็นพอๆหรืออาจจะมากกว่าการทำตามกรอบเดิมๆด้วยความเคยชิน
วิธีการง่ายๆและประหยัดเวลาให้เราตั้งคำถามก่อนเลิกงานสัก 5-10 นาที ทบทวนถึงปัญหาต่างๆที่เจอมาแต่ละวัน โดยหยิบมาสักหนึ่งปัญหาที่เราต้องการจะแก้ไขด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเรา
เช่น วันนี้เรามีปัญหายอดขายของผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งลดต่ำลงกว่าครึ่งภายในหนึ่งสัปดาห์ หากเราจะแก้โดยวิธีเดิมๆ ที่เคยทำคือกลับไปหาเหตุผลที่จะสามารถนำมาอธิบายได้ว่าทำไมยอดขายจึงตกโดยอาจจะอ้างถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงและมีข้อมูลเชิงตัวเลขมานำเสนออย่างสวยงาม ถ้าหากเราจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยความคิดสร้างสรรค์เราต้องไม่ตอบคำถามเรื่องยอดขายตกเนื่องจากเศรษฐกิจเพราะมันจะทำให้เราหยุดคิดต่อเกี่ยวกับการแก้ปัญหายอดขายตกทันที แต่เราจะคิดต่อด้วยคำถามว่า มีวิธีการใดที่จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้บ้าง คำตอบอาจจะเป็น การอัดฉีดโปรโมชั่น, นำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์, เปลี่ยนแปลง Packaging, ออกสปอร์ต โฆษณา, ปรับปรุงสินค้าเพื่อเพิ่มช่วงอายุของลูกค้า, ลดราคา, จัดทำบัตรสมาชิกและสิทธิ์พิเศษ เป็นต้น
วิธีการเดิมๆนั้นล้วนแต่เป็นผลผลิตทางความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นก่อน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของคนรุ่นเราที่จะต่อยอดความคิดเหล่านั้นด้วยการสร้างสรรค์วิธีการที่ดีกว่า ปรับปรุง พัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นและเป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า
โดยความเป็นจริงแต่ละหน้าที่และวิธีการที่องค์กรกำหนดให้เราทำนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการคิด ทดสอบ ลองผิดลองถูก เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในระดับหนึ่ง จนสามารถกำหนดให้พนักงานสามารถที่จะเดินตามวิธีการนั้นๆได้ คำว่าระดับหนึ่งนั้นถ้าเรามาพิจารณาดูจะพบว่าวิธีการที่เราปฏิบัติต่อหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองในแต่ละวัน ก็ยังมีช่องทางที่จะปรับปรุงพัฒนาได้อีกมากมาย สิ่งสำคัญคือเราต้องกล้าที่จะคิดและคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาวิธีการที่ดีกว่าวิธีการเดิมๆที่เราเคยทำอยู่
อย่าลืมว่าปัญหาที่เราเจอในงานทุกๆวันนั้นมันมีการฟักตัวและแปรเปลี่ยนตามปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง และการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านี้แหละที่จะทำให้วิธีการเดิมๆที่เราจัดการกับปัญหาเดียวกันนี้ไม่ได้ผลและล้าสมัย
ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ ความคิดนอกกรอบ จึงมีบทบาทที่สำคัญในการทำให้เราค้นพบกับวิธีที่ดีกว่าและสร้างผลงานให้เรามากกว่า การเรียนรู้และฝึกฝนที่จะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นจึงมีความจำเป็นพอๆหรืออาจจะมากกว่าการทำตามกรอบเดิมๆด้วยความเคยชิน
วิธีการง่ายๆและประหยัดเวลาให้เราตั้งคำถามก่อนเลิกงานสัก 5-10 นาที ทบทวนถึงปัญหาต่างๆที่เจอมาแต่ละวัน โดยหยิบมาสักหนึ่งปัญหาที่เราต้องการจะแก้ไขด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเรา
เช่น วันนี้เรามีปัญหายอดขายของผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งลดต่ำลงกว่าครึ่งภายในหนึ่งสัปดาห์ หากเราจะแก้โดยวิธีเดิมๆ ที่เคยทำคือกลับไปหาเหตุผลที่จะสามารถนำมาอธิบายได้ว่าทำไมยอดขายจึงตกโดยอาจจะอ้างถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงและมีข้อมูลเชิงตัวเลขมานำเสนออย่างสวยงาม ถ้าหากเราจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยความคิดสร้างสรรค์เราต้องไม่ตอบคำถามเรื่องยอดขายตกเนื่องจากเศรษฐกิจเพราะมันจะทำให้เราหยุดคิดต่อเกี่ยวกับการแก้ปัญหายอดขายตกทันที แต่เราจะคิดต่อด้วยคำถามว่า มีวิธีการใดที่จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้บ้าง คำตอบอาจจะเป็น การอัดฉีดโปรโมชั่น, นำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์, เปลี่ยนแปลง Packaging, ออกสปอร์ต โฆษณา, ปรับปรุงสินค้าเพื่อเพิ่มช่วงอายุของลูกค้า, ลดราคา, จัดทำบัตรสมาชิกและสิทธิ์พิเศษ เป็นต้น
วิธีการเดิมๆนั้นล้วนแต่เป็นผลผลิตทางความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นก่อน เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของคนรุ่นเราที่จะต่อยอดความคิดเหล่านั้นด้วยการสร้างสรรค์วิธีการที่ดีกว่า ปรับปรุง พัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นและเป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
Takt Time, Cycle Time และ Lead Time
วันนี้มีเพื่อนๆฝากถามเรื่อง Takt time, Cycle Time และ Lead Time มา
ซึ่งผมก็จะขออนุญาติอธิบายให้คร่าวๆดังนี้นะครับ
Take time : คำว่า Takt เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า จังหวะ Takt time คือ เวลาในการผลิตงาน 1 ชิ้นที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละวันได้
มีสูตรคำณวนง่ายๆดังนี้คือ Takt time = เวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวัน (นาที)/ ความต้องการสินค้าในแต่ละวัน (หน่วยสินค้า) โดยเวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวันจะคิดเฉพาะช่วงเวลาเฉพาะที่ทำการผลิตชิ้นงานเท่านั้น ไม่รวม เวลาพัก, การประชุม, เวลาที่ใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
ตัวอย่าง โรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึงมีการทำงานเป็น 2 กะ กะละ 12 ชม. หรือเท่ากับ 1440 นาที ต่อวัน ในแต่ละกะจะมีช่วงเวลาพัก 60 นาที, ประชุม 30 นาที, บำรุงเครื่องจักร 30 นาที
ดังนั้นเราจะได้เวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวันเท่ากับ 1440 – (60X2) -( 30X2) – (30X2) = 1200 นาที
และช่วงนี้มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าจำนวน 100 คันต่อวัน ดังนั้น Takt time ก็จะเท่ากับ 1200 / 100 = 12 นาทีต่อคัน
แต่ในการนำสูตรคำณวนนี้ไปใช้งานจริงควรจะมีความเผื่อจากเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดเช่น เครื่องจักรเกิดหยุดกระทันหัน พนักงานทำงานผิดพลาด หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆที่ทำให้ตัวเลขเวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวันยิ่งลดน้อยลงไปอีก ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาตรงนี้เราจะใส่ค่าเผื่อไว้ประมาณ 10% ของค่า Takt time ที่คำณวนมาได้ขั้นต้น นั่นคือเราจะได้ว่า
Takt time ในการทำงานจริง = Takt time + (10% X Takt time) นั่นคือจากตัวอย่างที่กล่าวมาเราจะได้ Takt time ในการทำงานจริง = 12 + (10%X12) = 13.2 นาที
สรุป การผลิตรถยนต์ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ 100 คันต่อวันได้เราต้องผลิตรถยนต์ออกมาให้ได้ 1 คันในทุกๆ 13.2 นาทีนั่นเอง
Cycle time คือ เวลาที่แต่ละกระบวนการใน line การผลิตซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสถานีงาน
ความสัมพันธ์ของ Cycle time และ Takt time คือ Takt time จะเป็นค่าคงที่ค่าหนึ่งที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความต้องการของลูกค้า ส่วน Cycle time จะเป็นเวลาจริงที่แต่ละกระบวนการสามารถทำได้
จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ สมมุติว่า โรงงานผลิตรถยนต์มีกระบวนการผลิตทั้งสิ้น 3 กระบวนการ ซึ่งแต่ละกระบวนการมี Cycle time ดังนี้
กระบวนการที่ 1,2 และ 3 มี Cycle time = 15, 10 และ 11 นาที ตามลำดับ จากการคำณวนเราได้ Takt time = 13.2 นาที ดังนั้นกระบวนการที่ 2 และ 3 จึงไม่มีปัญหาเพราะ Cycle time ต่ำกว่าค่า Takt time
แต่กระบวนการที่ 1 มี Cycle time สูงกว่า Takt time ที่ 15-13.2 = 1.8 นาที ทำให้เกิดภาวะคอขวด (Bottle neck) และจะส่งผลให้การผลิตไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ 100 คัน / วันได้ ดังนั้นต้องทำการแก้ไขปรับปรุง Cycle time ของกระบวนการที่ 1 ให้ได้ Cycle time ที่ต่ำกว่า 13.2 นาทีให้ได้
Lead time คือระยะเวลาตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าจนลูกค้าได้รับสินค้า เช่น การสั่งซื้อรถยนต์จะใช้ lead time ประมาณ 1- 6 เดือน ซึ่งตัวเลขนี้ก่อนที่จะสามารถแจ้งกับลูกค้าว่าการผลิตรถยนต์ให้ลูกค้า 1 คันหลังจากรับคำสั่งซื้อนั้นจะใช้ระยะเวลาหรือ lead time เท่าไหร่
เราต้องทราบว่า Cycle time ของแต่ละกระบวนการในการผลิตรถยนต์ของโรงงานนั้นมีค่าสูงสุดเท่าไหร่บนพื้นฐานของคุณภาพที่ดีที่สุด นั่นคือประสิทธิภาพในการผลิตไม่ได้ลดน้อยลงเนื่องจากการเพิ่มหรือลด Cycle time
และถ้าเรากลับไปดูค่า Takt time ก็จะพบว่า lead time จะเป็นตัวเข้าไปกำหนดค่าความต้องการของลูกค้่าต่อวัน นั่นคือเมื่อ Lead time มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงกับค่า Takt time ลดลงและถ้า Lead time ลดลงก็จะส่งผลให้ Takt time เพิ่มขึ้น เกิดเป็นจังหวะในการผลิตที่มีการไหลของผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า จึงสรุปได้ว่า Lead time จะเป็นตัวกำหนด Takt time และ Takt time ก็จะไปกำหนด Cycle time อีกที ดังนั้นตัวแปรทั้งสามจึงมีความสัมพันธ์กันตลอด
Take time : คำว่า Takt เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า จังหวะ Takt time คือ เวลาในการผลิตงาน 1 ชิ้นที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละวันได้
มีสูตรคำณวนง่ายๆดังนี้คือ Takt time = เวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวัน (นาที)/ ความต้องการสินค้าในแต่ละวัน (หน่วยสินค้า) โดยเวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวันจะคิดเฉพาะช่วงเวลาเฉพาะที่ทำการผลิตชิ้นงานเท่านั้น ไม่รวม เวลาพัก, การประชุม, เวลาที่ใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
ตัวอย่าง โรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึงมีการทำงานเป็น 2 กะ กะละ 12 ชม. หรือเท่ากับ 1440 นาที ต่อวัน ในแต่ละกะจะมีช่วงเวลาพัก 60 นาที, ประชุม 30 นาที, บำรุงเครื่องจักร 30 นาที
ดังนั้นเราจะได้เวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวันเท่ากับ 1440 – (60X2) -( 30X2) – (30X2) = 1200 นาที
และช่วงนี้มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าจำนวน 100 คันต่อวัน ดังนั้น Takt time ก็จะเท่ากับ 1200 / 100 = 12 นาทีต่อคัน
แต่ในการนำสูตรคำณวนนี้ไปใช้งานจริงควรจะมีความเผื่อจากเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดเช่น เครื่องจักรเกิดหยุดกระทันหัน พนักงานทำงานผิดพลาด หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆที่ทำให้ตัวเลขเวลาที่ใช้ในการผลิตทั้งวันยิ่งลดน้อยลงไปอีก ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาตรงนี้เราจะใส่ค่าเผื่อไว้ประมาณ 10% ของค่า Takt time ที่คำณวนมาได้ขั้นต้น นั่นคือเราจะได้ว่า
Takt time ในการทำงานจริง = Takt time + (10% X Takt time) นั่นคือจากตัวอย่างที่กล่าวมาเราจะได้ Takt time ในการทำงานจริง = 12 + (10%X12) = 13.2 นาที
สรุป การผลิตรถยนต์ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ 100 คันต่อวันได้เราต้องผลิตรถยนต์ออกมาให้ได้ 1 คันในทุกๆ 13.2 นาทีนั่นเอง
Cycle time คือ เวลาที่แต่ละกระบวนการใน line การผลิตซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสถานีงาน
ความสัมพันธ์ของ Cycle time และ Takt time คือ Takt time จะเป็นค่าคงที่ค่าหนึ่งที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความต้องการของลูกค้า ส่วน Cycle time จะเป็นเวลาจริงที่แต่ละกระบวนการสามารถทำได้
จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ สมมุติว่า โรงงานผลิตรถยนต์มีกระบวนการผลิตทั้งสิ้น 3 กระบวนการ ซึ่งแต่ละกระบวนการมี Cycle time ดังนี้
กระบวนการที่ 1,2 และ 3 มี Cycle time = 15, 10 และ 11 นาที ตามลำดับ จากการคำณวนเราได้ Takt time = 13.2 นาที ดังนั้นกระบวนการที่ 2 และ 3 จึงไม่มีปัญหาเพราะ Cycle time ต่ำกว่าค่า Takt time
แต่กระบวนการที่ 1 มี Cycle time สูงกว่า Takt time ที่ 15-13.2 = 1.8 นาที ทำให้เกิดภาวะคอขวด (Bottle neck) และจะส่งผลให้การผลิตไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ 100 คัน / วันได้ ดังนั้นต้องทำการแก้ไขปรับปรุง Cycle time ของกระบวนการที่ 1 ให้ได้ Cycle time ที่ต่ำกว่า 13.2 นาทีให้ได้
Lead time คือระยะเวลาตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าจนลูกค้าได้รับสินค้า เช่น การสั่งซื้อรถยนต์จะใช้ lead time ประมาณ 1- 6 เดือน ซึ่งตัวเลขนี้ก่อนที่จะสามารถแจ้งกับลูกค้าว่าการผลิตรถยนต์ให้ลูกค้า 1 คันหลังจากรับคำสั่งซื้อนั้นจะใช้ระยะเวลาหรือ lead time เท่าไหร่
เราต้องทราบว่า Cycle time ของแต่ละกระบวนการในการผลิตรถยนต์ของโรงงานนั้นมีค่าสูงสุดเท่าไหร่บนพื้นฐานของคุณภาพที่ดีที่สุด นั่นคือประสิทธิภาพในการผลิตไม่ได้ลดน้อยลงเนื่องจากการเพิ่มหรือลด Cycle time
และถ้าเรากลับไปดูค่า Takt time ก็จะพบว่า lead time จะเป็นตัวเข้าไปกำหนดค่าความต้องการของลูกค้่าต่อวัน นั่นคือเมื่อ Lead time มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงกับค่า Takt time ลดลงและถ้า Lead time ลดลงก็จะส่งผลให้ Takt time เพิ่มขึ้น เกิดเป็นจังหวะในการผลิตที่มีการไหลของผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า จึงสรุปได้ว่า Lead time จะเป็นตัวกำหนด Takt time และ Takt time ก็จะไปกำหนด Cycle time อีกที ดังนั้นตัวแปรทั้งสามจึงมีความสัมพันธ์กันตลอด
วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555
การอ่านกับความสำเร็จในการลงทุน
เมื่อพูดถึงการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวกระบวนการที่สำคัญก่อนการตัดสินใจลงทุนนั่นคือการเสาะหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในขั้นตอนนี้นั่นคือการอ่านนั่นเอง ซึ่งเราสามารถแยกประเภทของการอ่านเพื่อการลงทุนได้ 2 ประเภทนั่นคือ
1.การอ่านเพื่อหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเรา พัฒนาการด้านการลงทุนของมนุษย์นั้นมีสืบต่อกันมายาวนานนับร้อยปี และผ่านการลองผิดลองถูกมาหลากหลายรูปแบบทั้งสำเร็จและล้มเหลวจนแทบจะกล่าวได้ว่าถ้าเรากลับไปพลิกประวัติเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจกับรูปแบบการลงทุนต่างๆที่มีผ่านมาเท่ากับเราคงไม่สามารถศึกษามันได้ทั้งหมด นี่ยังไม่นับเวลาที่เรานำเอาวิธีการนั้นๆมาทดลองใช้ซึ่งกว่าจะหาตัวตนเจอเราคงใช้เวลาและเม็ดเงินที่เราหามาทั้งชีวิต และยังต้องแบกรับความเสี่ยงกับการลองผิดลองถูกอีกด้วย
เนื่องเพราะการลงทุนนั้นเปรียบเสมือนกระบวนการที่ผ่านการสั่งสมมานาน เราจึงควรเชื่อคนที่ปลายอุโมงค์มากกว่า สิ่งที่อยากจะแนะนำนักลงทุนหน้าใหม่คืออยากให้ทุกท่านเสาะหาหนังสือที่อธิบายถึงแนวทางในการลงทุนในรูปแบบแตกต่างกันซึ่งมีหลากหลายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือแปลจากต่างประเทศหรือหากใครมีทักษะด้านภาษาก็อาจจะหา Text book เกี่ยวกับการลงทุนมาอ่าน ทำความเข้าใจกับใจความสำคัญและวิธีการประเมินมูลค่าของหุ้น ในขณะเดียวกันก็ให้ถามตัวเองไปด้วยว่าตัวเราเหมาะที่จะลงทุนแนวไหน ตรงนี้ผมถือว่าเป็นจุดสำคัญเพราะมันจะเป็นคำถามที่ตัวเราเท่านั้นที่จะตอบตัวเองได้ดีที่สุดเนื่องเพราะปัจจัยหรือตัวแปรด้านต่างๆนั้น เช่น จำนวนเงินลงทุน สภาวะทางจิตใจ ความถนัดเฉพาะตัว วินัย สิ่งต่างๆเหล่านี้ตัวเราเท่านั้นเป็นผู้รู้ดีที่สุด
อย่างเช่นแนวทางการวิเคราะห์หุ้นของบรรดากูรูทั้งหลายก็แตกต่างกันไปเช่น ปีเตอร์ ลินซ์,
วอเรน บัฟเฟตต์, จอห์น เนฟ, ไมเคิล ไพรซ์, จอร์จ โซรอท, เบนจามิน เกรแฮม หากเป็นแนวหน้าของไทยก็คือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรากร เป็นต้น ในรายละเอียดจะพบว่าแม้จะเป็นการลงทุนระยะยาวหรือสั้นเหมือนกันนั้น ส่วนปลีกย่อยหรือ Road map ในการคัดเลือกหุุ้นของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ถ้าให้ผมแนะนำก็อยากจะบอกว่าอันไหนที่เราอ่านแล้วเราเข้าใจและมั่นใจว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้ก็ให้เลือกแนวทางนั้นแหละเป็นก้าวแรก
2.การอ่านเพื่อวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบไหน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยนั่นคือการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละบริษัทที่เรากำลังพิจารณาอยู่ และสิ่งที่จะนำพาเราไปเข้าใจกับบริษัทได้ดีที่สุดนั้นคงหนีไม่พ้น รายงานประจำปี และ งบการเงิน
พอพูดมาถึงตรงนี้หลายคนร้องยี้ เพราะมันเป็นการไปทำความเข้าใจกับตัวเลขและรายละเอียดของรายรับ ร่ายจ่าย กำไร ขาดทุน กระแสเงินสด ของแต่ละบริษัท แต่จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้มันคือทักษะที่นักลงทุนทุกท่านต้องมีติดตัวไว้เพราะมันทำให้เรามองเห็นภาพรวมสุขภาพทางการเงินของบริษัทรวมทั้งเป็นตัวแปรที่เข้ามาชี้ชะตาเราว่าการลงทุนครั้งนี้เราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
อีกทั้งมันยังเป็นตัวที่ช่วยให้เราติดตามการดำเนินงานของบริษัทแต่ละไตรมาสเป็นอย่างดี และจะช่วยให้เราตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องโดยลดภาวะการตัดสินใจทางอารมณ์ที่ทำให้เราไขว้เขวได้เป็นอย่างดี
หลายคนอาจมีคำถามว่าราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นวิ่งลงทุกวัน ถ้าหากมัวมานั่งอ่านหรือวิเคราะห์งบการเงินเห็นจะไม่ทันกิน ประเด็นนี้ผมไม่ปฏิเสธว่ามันเสียเวลา แต่นั่นมันเป็นการเสียเวลาสำหรับการเล่นพนันกับตลาดมากกว่า ไม่ใช่เป็นการเสียเวลากับการลงทุนนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการลงทุนแบบต่างๆหรือการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้นนั้นผมตั้งใจว่าจะทยอยเขียนอธิบายให้เพื่อนๆใน Blog นี้ (เท่าที่ผมรู้) ในโอกาสต่อไป รอติดตามกันนะครับ
1.การอ่านเพื่อหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเรา พัฒนาการด้านการลงทุนของมนุษย์นั้นมีสืบต่อกันมายาวนานนับร้อยปี และผ่านการลองผิดลองถูกมาหลากหลายรูปแบบทั้งสำเร็จและล้มเหลวจนแทบจะกล่าวได้ว่าถ้าเรากลับไปพลิกประวัติเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจกับรูปแบบการลงทุนต่างๆที่มีผ่านมาเท่ากับเราคงไม่สามารถศึกษามันได้ทั้งหมด นี่ยังไม่นับเวลาที่เรานำเอาวิธีการนั้นๆมาทดลองใช้ซึ่งกว่าจะหาตัวตนเจอเราคงใช้เวลาและเม็ดเงินที่เราหามาทั้งชีวิต และยังต้องแบกรับความเสี่ยงกับการลองผิดลองถูกอีกด้วย
เนื่องเพราะการลงทุนนั้นเปรียบเสมือนกระบวนการที่ผ่านการสั่งสมมานาน เราจึงควรเชื่อคนที่ปลายอุโมงค์มากกว่า สิ่งที่อยากจะแนะนำนักลงทุนหน้าใหม่คืออยากให้ทุกท่านเสาะหาหนังสือที่อธิบายถึงแนวทางในการลงทุนในรูปแบบแตกต่างกันซึ่งมีหลากหลายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือแปลจากต่างประเทศหรือหากใครมีทักษะด้านภาษาก็อาจจะหา Text book เกี่ยวกับการลงทุนมาอ่าน ทำความเข้าใจกับใจความสำคัญและวิธีการประเมินมูลค่าของหุ้น ในขณะเดียวกันก็ให้ถามตัวเองไปด้วยว่าตัวเราเหมาะที่จะลงทุนแนวไหน ตรงนี้ผมถือว่าเป็นจุดสำคัญเพราะมันจะเป็นคำถามที่ตัวเราเท่านั้นที่จะตอบตัวเองได้ดีที่สุดเนื่องเพราะปัจจัยหรือตัวแปรด้านต่างๆนั้น เช่น จำนวนเงินลงทุน สภาวะทางจิตใจ ความถนัดเฉพาะตัว วินัย สิ่งต่างๆเหล่านี้ตัวเราเท่านั้นเป็นผู้รู้ดีที่สุด
อย่างเช่นแนวทางการวิเคราะห์หุ้นของบรรดากูรูทั้งหลายก็แตกต่างกันไปเช่น ปีเตอร์ ลินซ์,
วอเรน บัฟเฟตต์, จอห์น เนฟ, ไมเคิล ไพรซ์, จอร์จ โซรอท, เบนจามิน เกรแฮม หากเป็นแนวหน้าของไทยก็คือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรากร เป็นต้น ในรายละเอียดจะพบว่าแม้จะเป็นการลงทุนระยะยาวหรือสั้นเหมือนกันนั้น ส่วนปลีกย่อยหรือ Road map ในการคัดเลือกหุุ้นของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ถ้าให้ผมแนะนำก็อยากจะบอกว่าอันไหนที่เราอ่านแล้วเราเข้าใจและมั่นใจว่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้ก็ให้เลือกแนวทางนั้นแหละเป็นก้าวแรก
2.การอ่านเพื่อวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบไหน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยนั่นคือการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละบริษัทที่เรากำลังพิจารณาอยู่ และสิ่งที่จะนำพาเราไปเข้าใจกับบริษัทได้ดีที่สุดนั้นคงหนีไม่พ้น รายงานประจำปี และ งบการเงิน
พอพูดมาถึงตรงนี้หลายคนร้องยี้ เพราะมันเป็นการไปทำความเข้าใจกับตัวเลขและรายละเอียดของรายรับ ร่ายจ่าย กำไร ขาดทุน กระแสเงินสด ของแต่ละบริษัท แต่จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้มันคือทักษะที่นักลงทุนทุกท่านต้องมีติดตัวไว้เพราะมันทำให้เรามองเห็นภาพรวมสุขภาพทางการเงินของบริษัทรวมทั้งเป็นตัวแปรที่เข้ามาชี้ชะตาเราว่าการลงทุนครั้งนี้เราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
อีกทั้งมันยังเป็นตัวที่ช่วยให้เราติดตามการดำเนินงานของบริษัทแต่ละไตรมาสเป็นอย่างดี และจะช่วยให้เราตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องโดยลดภาวะการตัดสินใจทางอารมณ์ที่ทำให้เราไขว้เขวได้เป็นอย่างดี
หลายคนอาจมีคำถามว่าราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นวิ่งลงทุกวัน ถ้าหากมัวมานั่งอ่านหรือวิเคราะห์งบการเงินเห็นจะไม่ทันกิน ประเด็นนี้ผมไม่ปฏิเสธว่ามันเสียเวลา แต่นั่นมันเป็นการเสียเวลาสำหรับการเล่นพนันกับตลาดมากกว่า ไม่ใช่เป็นการเสียเวลากับการลงทุนนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการลงทุนแบบต่างๆหรือการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้นนั้นผมตั้งใจว่าจะทยอยเขียนอธิบายให้เพื่อนๆใน Blog นี้ (เท่าที่ผมรู้) ในโอกาสต่อไป รอติดตามกันนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ทฤษฎี VS ปฏิบัติ
สุภาษิตโบราณที่กล่าวไว้ว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ยังคงใช้ได้ดีกับยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่บ้างก็ยึดและอิงหลักการตามตำราไปซะหมด ไม่ว่าจะลงมือทำอะไรต้องหาข้อมูลยืนยันและที่สำคัญคือต้องพร้อม 100% ในทุกๆด้านก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจนส่งผลให้ไม่ได้เริ่มซักที วันนี้จึงขอพูดถึงความสำคัญและสอดคล้องระหว่างองค์ความรู้ด้านสถิติในกระบวนการผลิต(ทฤษฎี)กับการนำไปใช้งานจริง(ปฏิบัติ)ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของการควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต
ถ้าว่ากันด้วยทฤษฎีและตำรับตำราต่างๆที่เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพจะเห็นได้ว่ามีมากมายหลายร้อยเล่ม แต่ใจความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครอ่านและเข้าใจในเนื้อหาของหนังสือแต่ละเล่มที่มีผู้เขียนหลากหลาย แต่มันขึ้นอยู่กับการนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์และประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุดต่างหาก คำถามต่อไปคือแล้วเราจะทำอย่างไรละให้สามารถนำเอาความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดในเชิงลงมือทำจริง
สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องแยกให้ออกก่อนคือการตีโจทย์ให้แตกว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นปัญหาในเชิงคุณภาพที่เราสามารถจะนำเอาเครื่องมือทางสถิติมาช่วยแก้ได้หรือเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เราหลงทาง หากคำตอบคือใช่ มันเป็นปัญหาด้านคุณภาพที่เกิดจากตัวแปรหลักสี่ตัวที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นคือ คน เครื่องจักร วัสดุ และ สิ่งแวดล้อม ถือว่าเราแก้ปัญหาสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วหรือเรียกให้เท่ห์ๆว่า เรา Get to the point แล้ว จากนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเลือกเอาองค์ความรู้ใดๆที่สามารถตอบโจทย์หรือเอาไปแก้ปัญหาทางคุณภาพที่เราเผชิญอยู่ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ก็เปรียบเสมือนนายช่างที่ทำการเปิดกล่องเครื่องมือของตนเองออกมาและเลือกว่าจะหยิบค้อนหรือตะปูหรือไขควงเพื่อที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ แน่นอนที่สุดนายช่างคงไม่ต้องจำเป็นต้องหยิบเครื่องมือออกมาทั้งหมดซึ่งนี่แหละคือผลพวงของการนิยามปัญหาที่ชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มแรก มันทำให้เราแก้ปัญหาได้เร็วและประหยัดแรง
แน่นอนที่สุดเราคงไม่เอาค้อนไปขันนอตที่ติดอยู่ตามผนังหรือถ้าเราจะใช้มันคงจะไม่สามารถแก้อะไรได้ดีนัก เช่นกันเราก็คงไม่เครื่องมือต่างๆในเรื่องลีนเข้าไปแก้ปัญหาเชิงสถิติที่เรารู้กันดีว่า Six Sigma มันทำได้ดีกว่า ในขณะเดียวกันหากเราเจอปัญหาเรื่องความสะอาดและความไม่เป็นระเบียบในที่ทำงานเราคงไม่เลือก Six Sigma หรือแม้กระทั่ง ลีน แต่เราสามารถแก้ได้ง่ายๆโดยผ่านทางกระบวนการ 5 ส. นั่นเอง
สรุป นิยามปัญหาให้ชัดเจน เปิดกล่องเครื่องมือเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องใช้ทุกอย่าง กระบวนการ Six Sigma หรือแม้กระทั่ง Lean แต่ละแบบก็จะมี Road Map ของตัวเองอยู่ ถ้าหากเรายึดมั่นที่จะใช้ในทุกขั้นตอนของ Road Map นั้นเห็นทีคงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี เช่น Road Map ของ Six Sigma ก็จะมี Defind Measure Analyze Improve และ Control ปัญหาที่สามารถแก้ได้โดยใช้ SPC หรือ Control Chart ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Control เราก็คงไม่ต้องไปเริ่มเดินตาม Road Map ตั้งแต่ Define นั่นเอง
ถ้าว่ากันด้วยทฤษฎีและตำรับตำราต่างๆที่เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพจะเห็นได้ว่ามีมากมายหลายร้อยเล่ม แต่ใจความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครอ่านและเข้าใจในเนื้อหาของหนังสือแต่ละเล่มที่มีผู้เขียนหลากหลาย แต่มันขึ้นอยู่กับการนำเอาความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์และประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุดต่างหาก คำถามต่อไปคือแล้วเราจะทำอย่างไรละให้สามารถนำเอาความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดในเชิงลงมือทำจริง
สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องแยกให้ออกก่อนคือการตีโจทย์ให้แตกว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นปัญหาในเชิงคุณภาพที่เราสามารถจะนำเอาเครื่องมือทางสถิติมาช่วยแก้ได้หรือเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เราหลงทาง หากคำตอบคือใช่ มันเป็นปัญหาด้านคุณภาพที่เกิดจากตัวแปรหลักสี่ตัวที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นคือ คน เครื่องจักร วัสดุ และ สิ่งแวดล้อม ถือว่าเราแก้ปัญหาสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วหรือเรียกให้เท่ห์ๆว่า เรา Get to the point แล้ว จากนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเลือกเอาองค์ความรู้ใดๆที่สามารถตอบโจทย์หรือเอาไปแก้ปัญหาทางคุณภาพที่เราเผชิญอยู่ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ก็เปรียบเสมือนนายช่างที่ทำการเปิดกล่องเครื่องมือของตนเองออกมาและเลือกว่าจะหยิบค้อนหรือตะปูหรือไขควงเพื่อที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ แน่นอนที่สุดนายช่างคงไม่ต้องจำเป็นต้องหยิบเครื่องมือออกมาทั้งหมดซึ่งนี่แหละคือผลพวงของการนิยามปัญหาที่ชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มแรก มันทำให้เราแก้ปัญหาได้เร็วและประหยัดแรง
แน่นอนที่สุดเราคงไม่เอาค้อนไปขันนอตที่ติดอยู่ตามผนังหรือถ้าเราจะใช้มันคงจะไม่สามารถแก้อะไรได้ดีนัก เช่นกันเราก็คงไม่เครื่องมือต่างๆในเรื่องลีนเข้าไปแก้ปัญหาเชิงสถิติที่เรารู้กันดีว่า Six Sigma มันทำได้ดีกว่า ในขณะเดียวกันหากเราเจอปัญหาเรื่องความสะอาดและความไม่เป็นระเบียบในที่ทำงานเราคงไม่เลือก Six Sigma หรือแม้กระทั่ง ลีน แต่เราสามารถแก้ได้ง่ายๆโดยผ่านทางกระบวนการ 5 ส. นั่นเอง
สรุป นิยามปัญหาให้ชัดเจน เปิดกล่องเครื่องมือเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องใช้ทุกอย่าง กระบวนการ Six Sigma หรือแม้กระทั่ง Lean แต่ละแบบก็จะมี Road Map ของตัวเองอยู่ ถ้าหากเรายึดมั่นที่จะใช้ในทุกขั้นตอนของ Road Map นั้นเห็นทีคงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี เช่น Road Map ของ Six Sigma ก็จะมี Defind Measure Analyze Improve และ Control ปัญหาที่สามารถแก้ได้โดยใช้ SPC หรือ Control Chart ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Control เราก็คงไม่ต้องไปเริ่มเดินตาม Road Map ตั้งแต่ Define นั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)